ความสำคัญ นับแต่ที่ได้มีการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง คอมมิวนิสต์ มานิเฟสโต เมื่อปี ค.ศ. 1848 มาจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ลัทธิคอมมิวนิสต์แนวมาร์กซิสต์นี้ เป็นแค่เรื่องที่นำมาพูดคุยกันในวงการนักวิชาการ และเป็นเพียงหลักนิยมที่สนับสนุนนักก่อกวนที่ไม่บรรลุผลสำเร็จในหลายประเทศ ครั้นเมื่อกองทัพและสังคมรัสเซียถึงแก่การล่มสลายเมื่อ ค.ศ. 1917 นั้นแล้วก็เป็นการเปิดโอกาสสำคัญให้คณะปฏิวัติบอลเชวิกและพวกคอมมิวนิสต์ได้ "สร้างสังคมนิยมในประเทศหนึ่ง" ได้สำเร็จ ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1949 อันเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น การเข้ายึดครองดินแดนของกองทัพแดงทำให้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์มีอำนาจในยุโรปตะวันออกและในเกาหลีเหนือ ในขณะที่กองกำลังคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ในยูโกสลาเวียและจีนผืนแผ่นดินใหญ่ได้ชัยชนะด้วยกำลังของตนเอง โลกคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1950 นี้ ตามสายตาของนักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกหลายท่านบอกว่า มีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ครั้นต่อมาถึงช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 ก็ได้เกิดการแตกแยกครั้งสำคัญระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต กับทั้งรัฐคอมมิวนิสต์ต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออกก็ได้มีอิสระมากยิ่งขึ้น โดยอิงอาศัยแม่แบบของลัทธิติโตหรือแม่แบบลัทธิคอมมิวนิสต์แห่งชาติในยูโกสลาเวีย แต่ทว่าการแตกแยกในทางหลักการสำคัญ ๆ ระหว่างหมู่นักทฤษฎีและนักยุทธศาสตร์คอมมิวนิสต์นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1917 เป็นต้นมานั้น เป็นเรื่องในประเด็นที่ว่าลัทธิคอมมิวนิสต์กับลัทธิชาตินิยมเกื้อกูลซึ่งกันและกันหรือไม่ หรือในประเด็นที่ว่า อุดมคติของ "ลัทธินานาชาตินิยมของชนชั้นกรรมาชีพ" และการส่งเสริมให้มีการปฏิบัติทั่วโลกนี้ ควรจะมาก่อนการพัฒนาทางการเมืองและทางเศรษฐกิจแห่งชาติหรือไม่ พวกนักปฏิบัติการและข้ารัฐการรุ่นใหม่ในสหภาพโซเวียต และในรัฐคอมมิวนิสต์ต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออก ต่างก็ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำมากยิ่งขึ้น และพวกคนเหล่านี้ก็มีความประสงค์จะพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ตลอดจนทำการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศของตนให้ดียิ่งขึ้น ในช่วงกลางทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 พวกคอมมิวนิสต์จีนได้เกิดการขัดแย้งชิงอำนาจกันระหว่างฝ่ายเคร่งหลักการในพรรคฯกับฝ่าย "ผู้จัดการ" ทำให้เกิด "ปฏิวัติวัฒธรรม" ภายใต้การนำของท่านประธานเหมาเจ๋อตง เพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้แก่การปฏิวัติและเป้าหมายทางอุดมการณ์ของการปฏิวัตินี้ พวกผู้นำจีนต่างก็ได้ประณามพวกคอมมิวนิสต์สายโซเวียตและสายยุโรปตะวันออก ว่าเป็นพวก "ลัทธิแก้” ความแตกแยกระหว่างค่ายจีนกับค่ายโซเวียตครั้งนี้ เกี่ยวพันกับต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำของโลกคอมมิวนิสต์ที่ได้เกิดการแตกแยกกันอย่างรวดเร็วเพราะแรงกระทบจากลัทธิชาตินิยมและลัทธิหลายศูนย์อำนาจ แต่หลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของท่านประธานเหมาเจ๋อตงแล้ว พวกผู้นำจีนยุคใหม่ก็ได้เริ่มใช้กระบวนการทางเสรีนิยมในการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น ลัทธิมาร์กซิสต์ - ลัทธิเลนินแบบเดิม ๆ ซึ่งมีหลักการสำคัญบอกไว้ว่า การปฏิวัติล้มล้างในหมู่รัฐนายทุนที่ถึงภาวะสุกงอมเต็มที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้นี้ ได้ถูกเข้ามาแทนที่โดยการเน้นที่จะหาทางพิสูจน์ว่าลัทธิคอมมิวนิสต์นี้เป็นระบบสังคมที่ประเสริฐกว่าในทางปฏิบัติ ยุทธวิธีการปฏิวัติของคอมมิวนิสต์ในยุคปัจจุบันจึงได้มุ่งไปในทางให้การสนับสนุนแก่ขบวนการชาตินิยมต่าง ๆ ในชาติที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย
================================
No comments:
Post a Comment