Google

Friday, September 4, 2026

The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.

 





 พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb 


The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.

https://www.mebmarket.com/p/thongbai

Thursday, September 3, 2026

พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb

 




พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb 


Saturday, October 17, 2009

Atlantic Charter : กฎบัตรแอตแลนติก

ปฏิญญาร่วมที่ออกแถลงโดยประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) แห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill)แห่งอังกฤษ เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1941 ภายหลังจากที่ได้ประชุมร่วมกันบนเรือลำหนึ่งกลางมหาสมุทรแอตแลนติก กฎบัตรแอตแลนติกนี้ได้ประกาศหลักการต่าง ๆ ที่สองประเทศนี้ใช้นำทางเพื่อแสวงหาสันติภาพที่ยุติธรรมและโลกที่มีเสถียรภาพ ภายหลังจากที่ระบอบการปกครองของนาซีได้ถูกทำลายแล้ว หลักการต่าง ๆ ในกฎบัตรแอตแลนติก ได้แก่ (1) ให้มีเสรีภาพ 4 อย่าง คือ เสรีภาพที่ปลอดจากความกลัว เสรีภาพที่ปลอดจากความต้องการ เสรีภาพในการพูด และเสรีภาพในการนับถือศาสนา (2) ให้มีการใช้หลักการกำหนดแนวทางปกครองด้วยตนเองในการเปลี่ยนแปลงดินแดนทั้งปวง (3) ให้สิทธิแก่ประชาชนชาติต่าง ๆ ที่จะเลือกรูปแบบการปกครองของรัฐบาลที่พวกตนจะเข้าไปอยู่อาศัยด้วยนั้น (4) ให้มีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการค้า และการหาวัตถุดิบต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อความไพบูลย์ และให้มีการร่วมมือร่วมแรงกันทางเศรษฐกิจในหมู่ชาติทั้งปวง (5) ให้มีสันติภาพพร้อมกับมีความมั่นคงสำหรับรัฐทั้งปวง (6) ให้มีเสรีภาพทางทะเล และ (7) ไม่ให้การสนับสนุนการใช้กำลัง ให้มีการสถาปนาระบบความมั่นคงร่วมกันเป็นการถาวร และให้มีการลดกำลังรบของทุกชาติที่คุกคามสันติภาพ

ความสำคัญ กฎบัตรแอตแลนติกนี้ มีลักษณะเหมือนกับโครงการ "โฟร์ทีนพ้อยท์" ที่ประกาศโดยประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 คือใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อสำคัญอย่างหนึ่ง ที่มีเป้าหมายให้ไปกระตุ้นมวลชนให้หันมาสนับสนุนแนวทางของฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 กฎบัตรแอตแลนติกนี้มีจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะคือเพื่อจะสยบความรู้สึกของคนในสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้ยึดนโยบายแยกอยู่โดดเดี่ยวต่อไป เพราะว่าได้มีการประกาศกฎบัตรนี้ 4 เดือนก่อนที่ญี่ปุ่นจะโจมตีเพิลฮาร์เบอร์แล้วสหรัฐฯก็ได้เข้าร่วมในสงคราม หลักการต่าง ๆ ของกฎบัตรนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ที่เกี่ยวกับเสรีภาพ 4 อย่างนั้น ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางให้เป็นเป้าหมายของสงคราม แต่หลักการเหล่านี้ได้กลับกลายเป็นสิ่งมีอิทธิพลมากขึ้นในช่วงหลังสงคราม หลักการของกฎบัตรแอตแลนติกหลายข้อได้มีการนำไปปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น หลักการปกครองตนเองได้ช่วยสร้างความชอบธรรมให้แก่ความใฝ่ฝันของคนที่ตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของเจ้าอาณานิคมในอาณานิคมต่าง ๆ หลายล้านคนที่ต้องการได้เอกราชและมีรัฐเป็นของของตน ส่วนหลักการ"ระบบความมั่นคงร่วมกันที่ถาวร" นี้ก็ได้ก่อรูปเป็นองค์การสหประชาชาติ และหลักการการร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจก็ได้มีการส่งเสริมเป็นการใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อน กฎบัตรแอตแลนติกนี้ได้รับการกระตุ้นจากพวกที่ยึดแนวทางอุดมคติในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
===========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Brainwashing : การล้างสมอง

เทคนิควิธีทางจิตวิทยา ที่นำมาใช้เพื่อปรับแนวความคิดของบุคคลเสียใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับแบบที่ได้ตั้งเกณฑ์เอาไว้แล้ว คำว่า "brainwashing" นี้ได้มาจากภาษาพูดในภาษาจีนที่เขียนตามคำอ่านว่า สี-เหน่า (แปลว่า ล้างสมอง) การล้างสมองนี้จะดำเนินการโดยให้มีการสารภาพความผิดเสียก่อนแล้วจากนั้นก็จะมีการใช้กระบวนการให้การศึกษาใหม่ วิธีการต่าง ๆ ที่นำมาใช้เพื่อให้เกิดผลในการล้างสมองแก่บุคคลนั้นก็จะมีการใช้วิธีรุนแรงและผ่อนปรนผสานกันไป กับจะมีการสลับฉากด้วยการใช้วิธีการให้คุณและให้โทษทั้งทางร่างกายและทางจิตใจอีกด้วย ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้มีการออกแบบมาเพื่อให้บุคคลนั้นละทิ้งความคิดอ่านแบบเก่านั้นเสียก่อนแล้วต่อจากนั้นก็จะสร้างความคิดอ่านแบบใหม่ใส่เข้าไปไว้แทน

ความสำคัญ เทคนิควิธีการล้างสมองนี้ ได้ถูกนำไปใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสันโดยพวกคนจีน เพื่อพร่ำสอนแนวความคิดความอ่านของมวลชนชาวจีนในช่วงหลังปี ค.ศ. 1949 ที่พวกคอมมิวนิสต์ได้ชัยชนะในสงครามกลางเมืองจีนแล้ว และในช่วงเกิดความขัดแย้งในสงครามเกาหลี พวกคนจีนก็ได้พยายามล้างสมองพวกเชลยศึกอเมริกันได้สำเร็จในบางราย มีเชลยศึกอเมริกันบางรายประกาศเลิกจงรักภักดีต่อสหรัฐอเมริกา ได้สารภาพบาปที่ได้ก่ออาชญากรรมสงคราม เช่น การทำสงครามเชื้อโรค เป็นต้น และพวกนี้ก็ได้เลือกที่จะขอลี้ภัยอยู่ในจีนแทนที่จะถูกส่งตัวกลับประเทศสหรัฐอเมริกา การล้างสมองที่ใช้เป็นเทคนิควิธีสำหรับปรับค่านิยมใหม่ให้แก่บุคคลและเพื่อเปลี่ยนแปลงความจงรักภักดีของบุคคลนี้ จะมีผลอย่างไรบ้างนั้น ข้อนี้ยากที่จะประเมิน แม้ว่ามีผู้เชี่ยวชาญทางสงครามจิตวิทยาบางรายมีความเชื่อว่า การล้างสมองนี้สามารถใช้อย่างมีประสิทธิผลในการเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางด้านอุดมการณ์มากยิ่งกว่าในการเปลี่ยนแปลงความจงรักภักดีต่อชาติของบุคคล
=======================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


.Capitalism : ลัทธินายทุน

ทฤษฎีและระบบทางเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนรากฐานของหลักการประกอบการอิสระแบบเสรีนิยม ทฤษฎีลัทธินายทุนเรียกร้องให้เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและในปัจจัยการผลิต ให้มีระบบแข่งขันกันโดยมีกำไรมาเป็นตัวกระตุ้น ให้เอกชนมีส่วนริเริ่มในกระบวนการทางเศรษฐกิจ ไม่ให้รัฐบาลขัดขวางในเรื่องของกรรมสิทธิ์ การผลิตและการค้า กับให้มีเศรษฐกิจแบบการตลาด คือ ให้เป็นระบบที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของอุปทานและอุปสงค์ นอกจากนี้แล้ว ทฤษฎีลัทธินายทุนนี้ก็ยังมีข้อสมมติฐานด้วยว่าหากปล่อยให้แรงงานและทุนเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีและให้มีการค้าเสรีทั้งในตลาดภายในประเทศและในตลาดต่างประเทศด้วยแล้ว ก็จะส่งผลให้เกิดการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศและเกิดการชำนาญเฉพาะทางระหว่างชาติต่าง ๆ ขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าลัทธินายทุนในบางรูปแบบจะมีอยู่ในสังคมมนุษย์ตลอดมาก็จริงแต่ทฤษฎีที่ซับซ้อนที่ใช้เป็นฐานรองรับลัทธินายทุนในสมัยใหม่เหล่านี้ ได้เริ่มพัฒนาขึ้นมาโดยพวกนักเศรษฐศาสตร์ในยุคคลาสสิก ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง เวลท์ ออฟ เนชั่นส์ ของอาดัม สมิธ เมื่อปี ค.ศ. 1776

ความสำคัญ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่18 ต่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่19 หลักการและแนวปฏิบัติใหม่ ๆ ของลัทธิทุนนิยม รวมทั้งแนวความคิดทางประชาธิปไตยของเสรีนิยมทางการเมืองได้เข้ามาแทนที่ลัทธิพาณิชยนิยมและระบอบราชาธิปไตยที่มีมาแต่เดิม เมื่อรัฐบาลได้ทำการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศของลัทธิพาณิชยนิยมนี้อย่างเต็มที่แล้ว ก็ได้เปิดทางให้แก่การประกอบการแบบเสรีนิยมโดยให้เอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนให้มีการค้าอย่างเสรีเกิดขึ้นมาอีกด้วย ผลจากการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ได้ช่วยให้เกิดการปฏิวัติทางการอุตสาหกรรมขึ้นมา คริสต์ศตวรรษที่ 20 จึงเป็นศตวรรษแห่งผลพวงของลัทธิทุนนิยม และในขณะเดียวกันลัทธินี้ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างมากมาย ในบางรัฐการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เกิดขึ้นในรูปแบบของการขยายบทบาทของรัฐบาลในกิจการทางเศรษฐกิจ มีการให้เอกชนมามีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและสามารถริเริ่มในกระบวนการทางเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ด้วยการร่วมมือกับภาครัฐบาลที่ให้การสนับสนุนและสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาในระบบ "เศรษฐกิจผสม" ใหม่นี้ ส่วนในบางรัฐได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คือ ลัทธิทุนนิยมนี้ได้ถูกเข้าแทนที่โดยลัทธิสังคมนิยมหรือลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานให้รัฐเข้าควบคุมเศรษฐกิจและการค้าอย่างเคร่งครัด ในโลกปัจจุบันนี้ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตบางรายมีความเชื่อว่า ลักษณะขั้นพื้นฐานของลัทธิทุนนิยมที่ยึดหลักให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและให้เป็นการประกอบการแบบเสรีนิยมนี้ ได้ถูกบิดเบือนในรัฐประชาธิปไตยบางรัฐ โดยใช้สงครามเศรษฐกิจและการเกี่ยวโยงทางอำนาจระหว่างบรรษัทยักษ์ใหญ่ทางอุตสาหกรรมกับฝ่ายรัฐบาล ส่วนในสหภาพโซเวียตและในรัฐที่ปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์ต่าง ๆ ในแถบยุโรปตะวันออก ก็ได้มีการปฏิรูปต่าง ๆ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการไปลดบทบาทของรัฐบาลในการวางแผนและในการควบคุมเศรษฐกิจจากส่วนกลาง และในขณะเดียวกันก็เป็นการไปช่วยสนับสนุนให้มีการใช้แรงจูงใจเรื่องผลกำไรกับอุตสาหกรรมของภาคเอกชนและกับคนงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในระดับอุดมการณ์นั้นก็จะเป็นการยากที่จะให้มีการยอมรับแนวความคิดของลัทธินายทุนนี้ในรัฐที่กำลังพัฒนาอีกหลาย ๆ รัฐ เพราะในประเทศที่กำลังพัฒนาเหล่านี้ไม่ค่อยจะมีระบบที่ให้เอกชนได้เข้ามาเป็นผู้ริเริ่มในกระบวนการทางเศรษฐกิจ ไม่ค่อยมีการออม และไม่ค่อยมีตลาดผู้บริโภคมากนัก ส่วนในรัฐที่ปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์บางรัฐ อย่างเช่น จีนและฮังการี ได้ทำการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมนิยมในระหว่างทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1980 ที่ให้รัฐมีบทบาทควบคุมนี้ โดยได้ทำการเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่าง ๆ ด้วยการยอมให้เอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการทางเศรษฐกิจและให้นำระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด มาใช้แทนระบบที่รัฐบาลทำการควบคุมและปฏิบัติการเสียเองอย่างแต่ก่อน
===============================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Communism : ลัทธิคอมมิวนิสต์

อุดมการณ์ที่เรียกร้องให้กำจัดสถาบันต่าง ๆ ของพวกนายทุน แล้วสถาปนาสังคมรวมอำนาจทางเศรษฐกิจขึ้นมา ซึ่งให้ที่ดินและทุนตกเป็นของสังคมส่วนรวม ให้เป็นสังคมที่จะไม่มีการขัดแย้งระหว่างชนชั้น และจะไม่มีการใช้อำนาจบังคับของรัฐอีกต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีนักปราชญ์ทางการเมืองหลายท่านนับแต่ยุคสมัยเพลโตเป็นต้นมา จะได้พัฒนาทฤษฎีที่รวมเอารูปแบบหลากหลายของลัทธิคอมมิวนิสต์มาก็จริง แต่หลักการของคอมมิวนิสต์สมัยใหม่เพิ่งจะได้มีการตั้งกันขึ้นมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี่เอง โดยนักสังคมนิยมและนักปฏิรูปหลายท่าน เป็นต้นว่า ฟรังซัว ฟูเรียม, โรเบิร์ต โอเวน, คลาวด์ เซนต์-ซีมอน เป็นต้น แต่ว่าคาร์ล มาร์กซ์ และ เฟรดริช เองเกลส์ ไม่ยอมรับนักสังคมนิยมและนักปฏิรูปเหล่านี้โดยมองว่าคนพวกนี้รวมทั้งพวกคอมมิวนิสต์สายศาสนจักร ล้วนแต่เป็นพวก "ยูโทเปีย" (พวกเพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ) จึงได้วางแบบหลักนิยมที่เรียกว่า "สังคมนิยมแบบวิทยาศาสตร์" ขึ้นมา ซึ่งเป็นหลักการที่ได้กลายเป็นรากฐานของอุดมการณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันนี่เอง มีนักทฤษฎีและผู้นำทางการเมืองคอมมิวนิสต์หลายท่านนับแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ได้ช่วยกันตีความ ดัดแปลง และแต่งเติมเสริมต่อ ให้แก่ทฤษฎีคอมมิวนิสต์เหล่านี้ แต่ผู้ที่มีคุณูปการที่สำคัญมากที่สุดต่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์นี้ ก็ได้แก่ วลาดิเมียร์ อิลยิช เลนิน, โยเซฟ สตาลิน, ลีออง ทรอสกี, เหมาเจ๋อตง, และโยซิป บรอซ ติโต แต่คนที่พวกคอมมิวนิสต์ ถือว่ามีคุณูปการมากที่สุด คือ วลาดิเมียร์ อิลยิช เลนิน ลัทธิมาร์กซิสต์และลัทธิเลนินได้ให้การสนับสนุนปรัชญาแห่งประวัติศาสตร์ที่บอกไว้ว่าจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงจากลัทธินายทุนไปสู่ลัทธิสังคมนิยมแน่ ๆ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย เนื่องจากเป็นผลของความขัดแย้งภายในที่มีอยู่ในธรรมชาติของลัทธินายทุนนิยมนั่นเอง ในหลักการของคอมมิวนิสต์ได้บอกไว้ว่า ความขัดแย้งที่มีอยู่ในธรรมชาติของลัทธินายทุนดังว่าจะก่อให้เกิดสงครามทางชนชั้น และเกิดการแข่งขันกันในทางจักรวรรดินิยมและการล่าเมืองขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้มีการล้มล้างเหล่ากระฏุมพีผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหลาย โดยการปฏิวัติของพวกชนชั้นกรรมาชีพ ต่อจากนั้นโครงการทางสังคมนิยม ที่ดำเนินการภายใต้ระบบ"เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ" จะนำไปสู่การยุติสงครามชนชั้น ทำการขจัดความจำเป็นที่จะมีรัฐคงอยู่ออกไป และนำสังคมไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์แท้ ๆ คือขั้นตอนที่ไม่ต้องมีชนชั้นและไม่ต้องมีรัฐ

ความสำคัญ นับแต่ที่ได้มีการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง คอมมิวนิสต์ มานิเฟสโต เมื่อปี ค.ศ. 1848 มาจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ลัทธิคอมมิวนิสต์แนวมาร์กซิสต์นี้ เป็นแค่เรื่องที่นำมาพูดคุยกันในวงการนักวิชาการ และเป็นเพียงหลักนิยมที่สนับสนุนนักก่อกวนที่ไม่บรรลุผลสำเร็จในหลายประเทศ ครั้นเมื่อกองทัพและสังคมรัสเซียถึงแก่การล่มสลายเมื่อ ค.ศ. 1917 นั้นแล้วก็เป็นการเปิดโอกาสสำคัญให้คณะปฏิวัติบอลเชวิกและพวกคอมมิวนิสต์ได้ "สร้างสังคมนิยมในประเทศหนึ่ง" ได้สำเร็จ ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1949 อันเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น การเข้ายึดครองดินแดนของกองทัพแดงทำให้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์มีอำนาจในยุโรปตะวันออกและในเกาหลีเหนือ ในขณะที่กองกำลังคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ในยูโกสลาเวียและจีนผืนแผ่นดินใหญ่ได้ชัยชนะด้วยกำลังของตนเอง โลกคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1950 นี้ ตามสายตาของนักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกหลายท่านบอกว่า มีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ครั้นต่อมาถึงช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 ก็ได้เกิดการแตกแยกครั้งสำคัญระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต กับทั้งรัฐคอมมิวนิสต์ต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออกก็ได้มีอิสระมากยิ่งขึ้น โดยอิงอาศัยแม่แบบของลัทธิติโตหรือแม่แบบลัทธิคอมมิวนิสต์แห่งชาติในยูโกสลาเวีย แต่ทว่าการแตกแยกในทางหลักการสำคัญ ๆ ระหว่างหมู่นักทฤษฎีและนักยุทธศาสตร์คอมมิวนิสต์นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1917 เป็นต้นมานั้น เป็นเรื่องในประเด็นที่ว่าลัทธิคอมมิวนิสต์กับลัทธิชาตินิยมเกื้อกูลซึ่งกันและกันหรือไม่ หรือในประเด็นที่ว่า อุดมคติของ "ลัทธินานาชาตินิยมของชนชั้นกรรมาชีพ" และการส่งเสริมให้มีการปฏิบัติทั่วโลกนี้ ควรจะมาก่อนการพัฒนาทางการเมืองและทางเศรษฐกิจแห่งชาติหรือไม่ พวกนักปฏิบัติการและข้ารัฐการรุ่นใหม่ในสหภาพโซเวียต และในรัฐคอมมิวนิสต์ต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออก ต่างก็ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำมากยิ่งขึ้น และพวกคนเหล่านี้ก็มีความประสงค์จะพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ตลอดจนทำการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศของตนให้ดียิ่งขึ้น ในช่วงกลางทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 พวกคอมมิวนิสต์จีนได้เกิดการขัดแย้งชิงอำนาจกันระหว่างฝ่ายเคร่งหลักการในพรรคฯกับฝ่าย "ผู้จัดการ" ทำให้เกิด "ปฏิวัติวัฒธรรม" ภายใต้การนำของท่านประธานเหมาเจ๋อตง เพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้แก่การปฏิวัติและเป้าหมายทางอุดมการณ์ของการปฏิวัตินี้ พวกผู้นำจีนต่างก็ได้ประณามพวกคอมมิวนิสต์สายโซเวียตและสายยุโรปตะวันออก ว่าเป็นพวก "ลัทธิแก้” ความแตกแยกระหว่างค่ายจีนกับค่ายโซเวียตครั้งนี้ เกี่ยวพันกับต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำของโลกคอมมิวนิสต์ที่ได้เกิดการแตกแยกกันอย่างรวดเร็วเพราะแรงกระทบจากลัทธิชาตินิยมและลัทธิหลายศูนย์อำนาจ แต่หลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของท่านประธานเหมาเจ๋อตงแล้ว พวกผู้นำจีนยุคใหม่ก็ได้เริ่มใช้กระบวนการทางเสรีนิยมในการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น ลัทธิมาร์กซิสต์ - ลัทธิเลนินแบบเดิม ๆ ซึ่งมีหลักการสำคัญบอกไว้ว่า การปฏิวัติล้มล้างในหมู่รัฐนายทุนที่ถึงภาวะสุกงอมเต็มที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้นี้ ได้ถูกเข้ามาแทนที่โดยการเน้นที่จะหาทางพิสูจน์ว่าลัทธิคอมมิวนิสต์นี้เป็นระบบสังคมที่ประเสริฐกว่าในทางปฏิบัติ ยุทธวิธีการปฏิวัติของคอมมิวนิสต์ในยุคปัจจุบันจึงได้มุ่งไปในทางให้การสนับสนุนแก่ขบวนการชาตินิยมต่าง ๆ ในชาติที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย

================================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Communist Doctrine : Gorbachevism

หลักนิยมคอมมิวนิสต์ : ลัทธิกอร์บาชอฟ

คุณูปการต่าง ๆ ต่อลัทธิมาร์กซิสต์-ลัทธิเลนินภายใต้การนำของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ เมื่อปี ค.ศ.1985 กอร์บาชอฟประธานาธิบดีแห่งสหภาพโซเวียต ได้เริ่มการปฏิรูปต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านการเมืองเป็นการใหญ่ด้วยการใช้นโยบายแบบเสรีนิยม โดยอ้างว่าการปฏิรูปครั้งนี้สะท้อนให้เห็นแนวความคิดขั้นพื้นฐานของลัทธิมาร์กซิสต์-ลัทธิเลนินอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ได้แก่ (1) มีการพยายามเพิ่มผลผลิตของกรรมกรด้วยการให้ลดการติดสุราและลดการขาดงานในสถานที่ทำงาน (2) มีการใช้นโยบาย "ร่วมทุน"อย่างจำกัด กับบริษัทเอกชนจากต่างประเทศ (3) ให้หน่วยงานทางเศรษฐกิจและทางการพาณิชย์มีเสรีภาพในการตัดสินใจมากขึ้น โดยปลอดจากการควบคุมทางการเมือง และให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ (4) ส่งเสริมมาตรการบางอย่างในวิสาหกรรมภาคเอกชน และ (5) ให้ใช้เศรษฐกิจแบบการตลาดที่ยึดหลักอุปทานอุปสงค์เป็นสำคัญ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมัยกอร์บาชอฟนี้ เรียกในภาษารัสเซียว่า "กลาสนอสต์ (แปลว่า การเปิด)" และ "เปเรสทรอยกา (แปลว่า การบูรณะเศรษฐกิจ)" ส่วนสไตล์หรือรูปแบบของกอร์บาชอฟก็มีลักษณะคล้าย ๆ กับสไตล์ของนักการเมืองฝ่ายตะวันตก คือ จะเสนอรายงานผ่านสื่อมวลชนสู่ประชาชนอยู่เนือง ๆ และก็ชอบเข้าไปคลุกคลีกับประชาชนชาวโซเวียตเพื่อรับรู้ความรู้สึกของคนในระดับล่าง ๆ ว่าพวกเขามีความรู้สึกอย่างไรกับเรื่องต่าง ๆ ในขณะนั้น และเขาก็ยังมีแนวปฏิบัติอื่น ๆ คือ (1) มีการปล่อยนักโทษทางการเมืองหลายราย (2) มีการอนุญาตให้ตีพิมพ์งานเขียนต่าง ๆ ที่แต่เดิมห้ามมิให้มีการตีพิมพ์ และ (3) มีการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งในลักษณะที่มีการแข่งขันแบบประชาธิปไตยสำหรับบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง แม้ว่าโครงการแบบเสรีนิยมของกอร์บาชอฟนี้ ในเนื้อหาและการนำไปใช้จะเกี่ยวกับกับเรื่องภายในประเทศเสียส่วนใหญ่ แต่ที่เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศได้เสนอให้มีการควบคุมอาวุธและลดกำลังรบ อย่างเช่นให้ใช้ระบบ "ซีโร-ออฟชั่น" เพื่อกำจัดอาวุธปล่อยพิสัยปานกลางออกจากยุโรป และเสนอให้มีสนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์แบบเบ็ดเสร็จ เป็นต้น

ความสำคัญ โครงการปฏิรูปในแบบเสรีนิยมที่ดำเนินการโดย มิคาอิล กอร์บาชอฟ แห่งสหภาพโซเวียต เป็นการเบี่ยงเบนครั้งสำคัญจากลัทธิมากซิสต์-ลัทธิเลนินแบบเดิม ๆ ที่ได้เกิดขึ้นนับแต่มีการปฏิวัติบอลเชวิก และการก้าวขึ้นสู่อำนาจของพวกคอมมิวนิสต์เมื่อปี ค.ศ. 1919 เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้จึงเกิดการคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาในหมู่ประเทศตะวันตก บ้างก็ได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า โครงการแบบเสรีนิยมของกอร์บาชอฟนี้จะอยู่รอดจากการรุมโจมตีจากฝ่ายที่เป็นศัตรูของโครงการ คือจากภายในของสหภาพโซเวียตเองและจากกลุ่มประเทศในกติกาสัญญาวอร์ซอได้หรือไม่ และถ้าหากว่าโครงการแบบเสรีนิยมของเขานี้ประสบความสำเร็จ มันจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อผลประโยชน์ของชาติตะวันตกกันแน่ และการที่สหภาพโซเวียตมีแนวโน้มไปในทางเสรีนิยมและเป็นแบบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นนี้ จะไปช่วยลดการคุกคามทั้งทางด้านการทหารและทางด้านอุดมการณ์ลงมาหรือไม่ คำถามต่าง ๆ ที่ว่ามานี้และรวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงคาดเดาต่าง ๆ นานา อย่างไรก็ดี เรื่องแรงกระทบของลัทธิกอร์บาชอฟต่อสหภาพโซเวียต ต่อประเทศฝ่ายตะวันตก และต่อทั่วทั้งโลก จะเป็นอย่างไรและมีมากขนาดไหน ยังเป็นปริศนาที่ดำมืดอยู่ต่อไป โครงการ "กลาสนอสต์" และ "เปเรสทรอยกา" ในสหภาพโซเวียตมีความละม้ายคล้ายคลึงกับขบวนการเสรีนิยมที่เริ่มขึ้นในสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปี ค.ศ. 1977 โดย เติ้งเสี่ยวผิง
=============================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket