Google

Saturday, October 17, 2009

Communist Doctrine : Maoism

หลักนิยมคอมมิวนิสต์ : ลัทธิเหมาเจ๋อตง

การตีความลัทธิมาร์กซิสต์-ลัทธิเลนิน และนโยบายต่าง ๆ ที่ได้พัฒนาและปฏิบัติการต่าง ๆ ที่ได้กระทำ โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของประธานเหมาเจ๋อตง รากฐานทางทฤษฎีของลัทธิเหมาเจ๋อตงนี้ มีปรากฏอยู่ในคำพังเพยต่าง ๆ ในหนังสือเรื่อง โคเทชันส์ ฟรอม แชร์แมน เหมาเจ๋อตง ที่มีการเผยแพร่เป็นที่นิยมของประชาชนอย่างกว้างขวาง คุณูปการทางด้านทฤษฎีของเหมาเจ๋อตง ที่สำคัญ ๆ มีดังนี้ คือ (1) ทฤษฎีการต่อสู้ด้วยสงครามกองโจรในหมู่ประเทศเกษตกรรมที่เป็นอาณานิคมและกึ่งอาณานิคม โดยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของพวกชาวไร่ชาวนา (2) คำนิยามของลัทธิประชาธิปไตยรวมศูนย์ ในแง่ของจีนนั้นหมายถึงการให้ประชาชนมีเสรีภาพและมีประชาธิปไตยแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมตนอยู่ภายใต้ "ระเบียบวินัยของสังคม" (3) นิยาม "เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ" ของมาร์กซ์ในสถานการณ์ของจีนนั้น หมายถึง "เผด็จการประชาธิปไตยของประชาชน" นำโดยชนชั้นกรรมกรและตั้งอยู่บนรากฐานของการเป็นพันธมิตรระหว่างกรรมกรกับชาวไร่ชาวนา (4) ทฤษฎีที่ยอมรับว่ามีความขัดแย้งภายในระบบสังคมนิยมของประชาชน เช่นเดียวกับที่มีความขัดแย้งระหว่างสังคมนิยมนี้กับพวกศัตรูที่เป็นนายทุน (5) ปฏิเสธคำเรียกร้องทางอุดมการณ์ของสหภาพโซเวียตที่ให้มี "การอยู่ร่วมกันโดยสันติ" แต่ให้ใช้หลักการ "ทำการปฏิวัติถาวร" ทั่วโลก ต่อฐานที่มั่นที่ยังเหลืออยู่ของลัทธิทุนนิยม และ (6) ปฏิเสธความรีบด่วนของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีทางวัตถุ แต่ให้คงความบริสุทธิ์ของการปฏิวัติเอาไว้ และให้สร้าง"คนจีนใหม่" กับสังคมใหม่ที่ปลอดจากความขัดแย้งทั้งปวง

ความสำคัญ ลัทธิเหมาเจ๋อตงมีวิวัฒนาการมาจากการตีความและการประยุกต์ใช้หลักการของลัทธิมาร์กซิสต์-ลัทธิเลนิน ตามแบบฉบับของจีน โดยบรรดาผู้นำคอมมิวนิสต์จีนในห้วงเวลา 50 ปีที่เหมาเจ๋อตง เป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่นั้น เหตุการณ์สำคัญ ๆ ของการช่วงชิงอำนาจอันยาวนานที่ประกอบเป็นธรรมชาติของลัทธิเหมามีดังต่อไปนี้ (1) ช่วงต้น ๆ ของสงครามกลางเมืองระหว่างปี ค.ศ.1928 - 1934 (2) ช่วงลองมาร์ช(การเดินทางยาวนาน) เดือนมีนาคม ระหว่างปี ค.ศ. 1934 - 1935 (3) ช่วงต่อสู้กับญี่ปุ่นและเป็นพันธมิตรกับเจียงไคเช็กระหว่างปี ค.ศ. 1937 - 1945 (4) เกิดสงครามกลางเมืองอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 1946 และ (5) ชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์เมื่อปี ค.ศ. 1949 การพัฒนานโยบายของเหมาเจ๋อตงภายหลังปี ค.ศ. 1949 เฉพาะที่สัมพันธ์กับทฤษฎีคอมมิวนิสต์มีดังนี้ (1) มีการรณรงค์"ร้อยมวลบุปผา" ในช่วงสั้น ๆ เพื่อให้มีการอภิปรายโดยเสรีในกลางทศวรรษหลังปี ค.ศ.1950 (2) มีโครงการพัฒนาการก้าวกระโดดไปข้างหน้า และมีการจัดตั้งคอมมูนต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 1958 (3) เกิดการแก่งแย่งกับสหภาพโซเวียตเพื่อความเป็นผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์โลก และการแตกแยกในกระบวนการคอมมิวนิสต์สากลระหว่างต้นทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 (4) เกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมเมื่อปี ค.ศ. 1967 ระหว่างนักปฏิบัติการฝ่ายหนึ่งกับนักอุดมการณ์นำโดยประธานเหมาเจ๋อตงอีกฝ่ายหนึ่ง (5) เกิดยุคผ่อนคลายความตึงเครียดในทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1970 ระหว่างจีนกับฝ่ายตะวันตก นำไปสู่การรับจีนเป็นสมาชิกสหประชาชาติ และจีนได้รับการรับรองทางการทูตจากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่น ๆ ถึงแม้ว่าหลักการของลัทธิเหมาเจ๋อตงส่วนใหญ่จะได้มาจากมาร์กซ์, เองเกลส์, เลนิน และทรอสกี แต่พวกผู้นำจีนต่างก็อ้างว่า การตีความ การดัดแปลง และการประยุกต์ใช้หลักนิยมของลัทธิมาร์กซิสต์-ลัทธิเลนิน ที่ได้ดำเนินการภายใต้การชี้นำของประธานเหมาเจ๋อตงนี้ เป็นสิ่งที่มาเติมหลักการเดิมของจีน แต่หลังจากประธานเหมาเจ๋อตงถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี ค.ศ. 1976 แล้ว หลักการทางอุดมการณ์ตลอดจนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของประธานเหมาเจ๋อตงหลายอย่างได้ถูกปฏิเสธจากพวกผู้นำจีนยุคใหม่ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิง

================================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Communist Doctrine : Marxism

หลักนิยมคอมมิวนิสต์ : ลัทธิมาร์กซิสต์

หลักทฤษฎีทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ที่พัฒนาขึ้นมาโดย คาร์ล มาร์กซ์ และเฟรดริช เองเกลส์ผู้ร่วมงานของเขา ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ลัทธิมาร์กซิสต์นี้ได้เสนอปรัชญาแห่งประวัติศาสตร์ตามแนวทาง "วิทยาศาสตร์"อย่างลึกซึ้ง ที่ใช้อธิบายพัฒนาการของมนุษย์แบบวิภาษวิธีว่า เป็นลำดับการต่อสู้ระหว่างชนชั้นซึ่งในแต่ละครั้งก็ก่อให้เกิดระเบียบทางสังคมใหม่ขึ้นมา คาร์ล มาร์กซ์ เห็นว่า ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่จะต้องเดือดร้อนจากความขัดแย้งภายในจากการต่อสู้ระหว่างชนชั้นที่มีความรุนแรงและไม่สามารถเยียวยาได้ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพเพื่อทำลายล้างชนชั้นกระฎุมพี ต่อจากนั้นก็จะถึงช่วง "เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ" ที่พวกนายทุนจะถูกริบทรัพย์สินและอำนาจทั้งปวง ส่วนที่ดินและปัจจัยการผลิตต่างๆก็จะตกเป็นของชาติทั้งหมด และการแตกต่างทางชนชั้นก็จะถูกกำจัดจนหมดสิ้น มาร์กซ์บอกว่า จากนั้นรัฐก็จะ "ฝ่อ, ห่อเหียว, ร่วงโรย" ไปเอง และก็จะถึงขั้นสุดท้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์แท้ ๆ ซึ่งผู้คนจะอยู่ในสังคมที่สมบูรณ์แบบ โดยที่ไม่มีชนชั้น และไม่มีรัฐ คนจะร่วมมือกันด้วยความสมัครใจ แต่ละคนจะทำงานตามความสามารถ และได้รับส่วนแบ่งตามความจำเป็น แนวความคิดของมาร์กซ์ได้พัฒนามาจากหนังสือของเขาชื่อ เดอะ คอมมิวนิสต์ มานิเฟสโต ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1848 และจากงานเขียนสำคัญอีกชุดหนึ่งของเขาที่ชื่อ ดาส คาปิตัล ซึ่งเล่มแรกของหนังสือชุดนี้ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1867

ความสำคัญ ลัทธิมาร์กซิสต์มีผลกระทบอย่างล้ำลึกต่อประวัติศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพราะจากลัทธินี้เองจึงได้มีการพัฒนาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคสังคมนิยม ที่ได้สอนหลักการและจัดหากองกำลังทั้งเปิดเผยและลับทำการท้าทายระบบต่าง ๆ ที่มีมาแต่เดิม จากความสำเร็จของการปฏิวัติคอมมิวนิสต์แนวมาร์กซิสต์ในรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1917 และจากการก้าวขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในประเทศต่าง ๆ ในแถบยุโรปตะวันออก ในจีน เกาหลีเหนือ คิวบา เวียดนาม และรัฐต่าง ๆ ในกลุ่มโลกที่ 3 อีกหลายรัฐ ได้แบ่งโลกเรานี้ออกเป็น 2 ค่าย ที่แข่งขันกันทั้งทางด้านอุดมการณ์และทางการทหาร และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐทั้งหลายทั้งปวง บรรดาผู้นำของรัฐคอมมิวนิสต์ต่าง ๆ ได้ตีความและประยุกต์ใช้ลัทธิมาร์กซิสต์นี้ด้วยความยืดหยุ่นและไม่มีผู้นำคนใดปฏิเสธหลักการของลัทธิมาร์กซิสต์นี้เลย ถึงแม้ว่าสหภาพโซเวียต และรัฐคอมมิวนิสต์อื่น ๆ อีกหลายรัฐจะอ้างว่า ได้สถาปนาลัทธิสังคมนิยมได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังจะก้าวไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์แท้ ๆ แต่ก็มีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างนี้น้อยเต็มที ยกตัวอย่างเช่น กรณีของสหภาพโซเวียตมีชนชั้นนักปฏิบัติการและข้ารัฐการรุ่นใหม่เกิดขึ้นมา และกลไกของรัฐแทนที่จะ "ฝ่อ, ห่อเหี่ยว, ร่วงโรย"ไปอย่างที่ว่า ก็ยังคงมีพลังในการบังคับอยู่ต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีมนุษยธรรมมากขึ้นกว่าสมัยที่อยู่ภายใต้การเผด็จการของลัทธิสตาลินก็ตาม ในการต่อสู้ทางอุดมการณ์ในโลกปัจจุบันนี้ เป้าหมายหลักของการโฆษณาชวนเชื่อของคอมมิวนิสต์ก็ได้เปลี่ยนแปลงจากรัฐอุตสาหกรรมก้าวหน้า ไปสู่ชาติที่ด้อยพัฒนาแทน นอกจากนี้แล้ว ในการเรียกร้องนั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงจากที่เคยยึดแบบเดิม ๆ ของลัทธิมาร์กซิสต์ที่กล่าวถึงวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์และการขัดแย้งกันในหมู่นายทุน ไปเป็นการเสนอทางลัดในการสร้างความทันสมัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านสังคม ให้แก่ชาติด้อยพัฒนาเหล่านี้แทน
================================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Communist Doctrine : Stalinism

หลักนิยมคอมมิวนิสต์ : ลัทธิสตาลิน

การตีความทางทฤษฎีและการประยุกต์ในทางปฏิบัติของหลักนิยมมาร์กซิสต์ส่วนที่เป็นคุณูปการโดยโยเซฟ สตาลิน ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจครอบงำพรรคคอมมิวนิสต์และกลไกของรัฐบาลในสหภาพโซเวียต ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1920 จนกระทั่งเขาถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี ค.ศ.1953 สำหรับคุณูปการสำคัญของลัทธิสตาลินมีดังนี้ คือ (1) วิธีการจัดชาวโซเวียตให้บรรลุถึงการการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม (2) จัดระบบการเกษตรแบบรวมศูนย์ (3) ป้องกันชาติจากการถูกนาซีโจมตี และ (4) บูรณะชาติที่ย่อยยับจากสงคราม สตาลินได้แสดงให้เห็นว่า ชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสต์นี้ นอกจากจะดำเนินการได้ตามแนวทางของลัทธิมาร์กซิสต์และลัทธิเลนินนี้แล้ว ก็ยังสามารถทำได้โดยวิธีอื่น คือการยึดครองทางทหารโดยมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ (อย่างในกรณีที่สหภาพโซเวียตเข้ายึดครองยุโรปตะวันออกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ก็ช่วยให้บรรลุเป้าหมายคือการได้ชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ หากกรณีแวดล้อมเอื้ออำนวย ว่ากันจริง ๆ แล้ว สตาลินมีคุณูปการน้อยต่อหลักนิยมคอมมิวนิสต์ มีการจำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในการตีความลัทธิมาร์กซิสต์และลัทธิเลนิน เพื่อนำไปใช้กับสภาพแวดล้อมทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศในยุคของเขาเท่านั้นเอง

ความสำคัญ พวกที่เข้ามารับช่วงอำนาจต่อจากสตาลิน ได้ทำการรื้อโครงการของเลนินเสียสิ้น และลัทธิสตาลินนี้ก็ได้ถูกประณามว่าเป็นลัทธิที่ส่งเสริมแนวการปกครองแบบ "ยึดตัวบุคคลเป็นหลัก" เป็นการปกครองแบบเผด็จการโดยบุคคลคนเดียว ยึดหลักการคนทำผิดไม่ได้ ทำการสถาปนารัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ ทำการกำจัดพวกที่ถูกระแวงว่าจะเป็นฝ่ายตรงกันข้าม โดยวิธีการกวาดล้าง และใช้ตำรวจลับ มีการจองจำคุมขังพวกที่ไม่เห็นด้วยทางการเมืองนับจำนวนไม่ถ้วนในค่าย "กูลัก" แนวความคิดต่าง ๆ ที่พัฒนาและนำไปใช้ในสหภาพโซเวียตโดยสตาลิน ซึ่งมีผลกระทบต่อหลักนิยมคอมมิวนิสต์นั้นมีดังนี้ คือ (1) แนวความคิดเรื่อง "สังคมนิยมในประเทศเดียว" (2) แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (3) เกษตรแบบรวมศูนย์และ (4) เขียนรัฐธรรมนูญรัสเซียฉบับปี ค.ศ. 1936 ถึงจะมีการประณามลัทธิสตาลินนี้อย่างไร แต่ว่าการประยุกต์ใช้ทฤษฎีคอมมิวนิสต์ทั้งในแง่ทฤษฎีและในแง่ปฏิบัติต่าง ๆ ที่ดำเนินการกว่า 30 ปี ในช่วงการปกครองของสตาลินนี้ ก็ยังคงเป็นพื้นฐานของหลักนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันนี้อยู่

===============================

สำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มมากขึ้น ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ครับ:

พจนานุกรมศัพท์อุดมการณ์และการคมนาคม


Communist Doctrine : Titoism

หลักนิยมคอมมิวนิสต์ : ลัทธิติโต

ทฤษฎีและหลักปฏิวัติของลัทธิคอมมิวนิสต์แห่งชาติ ที่สอนโดย โยซิป บรอซ ติโตผู้นำคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวีย ลัทธิติโตนี้เริ่มเกิดเป็นหลักการใหม่ขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1948 อันเป็นปีที่ประธานาธิบดีติโตได้ปฏิเสธหลักความเป็นหนึ่งเดียวของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั่วโลก ที่โยเซฟ สตาลิน ได้ทำการผลักดันจะให้เป็น ซึ่งในระบบที่สตาลินต้องการนี้ พรรคคอมมิวนิสต์ในชาติต่าง ๆ จะต้องยอมรับการชี้นำและการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต แต่ติโตบอกว่า ลัทธิชาตินิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์มีหลักการที่เกื้อกูลแก่กันและกัน และจะต้องรวมเข้าเป็นขบวนการใหม่ ที่รัฐคอมมิวนิสต์แต่ละรัฐยังคงมีเอกราชทางการเมืองอยู่อย่างเต็มที่ และสามารถเลือก "แนวทางสู่สังคมนิยม" ที่เป็นของตนเองได้

ความสำคัญ ลัทธิติโตมีผลกระทบตั้งแต่แรก คือ ได้ไปทำลายเอกภาพของกลุ่มคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกที่อยู่ภายใต้การครองความเป็นใหญ่ของสหภาพโซเวียตนับแต่ปี ค.ศ. 1948 เป็นต้นมา ยูโกสลาเวียได้ดำเนินนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในกิจการต่างประเทศ ได้ทำการค้าขายและรับความช่วยเหลือทั้งจากฝ่ายตะวันออกและฝ่ายตะวันตก ได้พัฒนาเศรษฐกิจและระบบการเมืองของตนโดยยึดหลักปฏิบัติเป็นสำคัญโดยมีอิสระจากการถูกควบคุมทางอุดมการณ์หรือทางการเมืองจากภายนอก ถึงแม้ว่าสตาลินจะพยายามทำลายการกบฏของลัทธิติโตนี้ แต่นิกิตา ครุชชอฟ กลับประณามลัทธิสตาลิน และได้หันกลับมาสมานไมตรีกับติโตเมื่อปี ค.ศ. 1955 การสมานไมตรีกันนี้ได้ดำเนินมาตลอดช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1970 จนถึงช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1980 โดยพวกที่สืบอำนาจต่อจากครุชชอฟ อย่างไรก็ดี ผลกระทบสำคัญของลัทธิติโตนี้ อยู่ตรงที่มีการยอมรับลัทธิติโตนี้เกือบจะทั่วโลกคอมมิวนิสต์เลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นผลนำไปสู่การเน้นย้ำว่าสามารถที่จะพัฒนาลัทธิคอมมิวนิสต์แห่งชาติเป็นเอกเทศได้ ตามเหตุปัจจัยของรัฐคอมมิวนิสต์แต่ละรัฐ ผลที่ตามมาก็คือ ได้เกิดลัทธิหลายขั้วอำนาจ กล่าวคือ มีการจัดตั้งศูนย์อำนาจที่มีอิสระขึ้นมาหลากหลาย ในค่ายคอมมิวนิสต์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว
==========================

สำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มมากขึ้น ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ครับ:

พจนานุกรมศัพท์อุดมการณ์และการคมนาคม


Communist Doctrine : Troskyism

หลักนิยมคอมมิวนิสต์ : ลัทธิทรอสกี

ทฤษฎีต่าง ๆ ของลีออง ทรอสกี นักปฏิวัติคอมมิวนิสต์ชั้นแนวหน้า เป็นผู้เคยแข่งขันกับโยเซฟ สตาลิน เพื่อความเป็นผู้นำของสหภาพโซเวียตหลังอสัญกรรมของเลนินเมื่อปี ค.ศ. 1924 หลังจากการปฏิวัติบอลเชวิกเมื่อปี ค.ศ. 1917 และช่วงเกิดสงครามกลางเมืองนั้นแล้ว ทรอสกีได้คัดค้านการใช้ฐานคอมมิวนิสต์ในรัสเซียเพื่อบรรลุถึงการปฏิวัติทั่วโลก ส่วนสตาลินได้เรียกร้องให้สร้างสังคมนิยมในประเทศเดียว เพื่อให้ลัทธิคอมมิวนิสต์มีฐานที่มั่นคงเหนียวแน่นสามารถต้านทานการต่อต้านการปฏิวัติของลัทธินายทุนให้ได้ เมื่อสตาลินได้อำนาจในปลายทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1920 แล้ว ก็ได้ขับทรอสกีออกจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตและให้เนรเทศไปอยู่ในต่างประเทศ ในช่วงที่ถูกเนรเทศอยู่นี้ ทรอสกีก็ยังคงคัดค้านสตาลินและลัทธิสตาลิน จนกระทั่งเขาถูกฆาตกรรมเสียชีวิตที่เม็กซิโกเมื่อปี ค.ศ. 1940 ลัทธิทรอสกีในฐานะที่เป็นอุดมการณ์ ได้เรียกร้องให้มีเอกภาพและให้มีความพยายามร่วมกันในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพทั่วทุกประเทศ เพื่อสถาปนาเครือจักรภพคอมมิวนิสต์โลกขึ้นมาให้ได้ ทรอสกีเชื่อว่า ที่การปฏิวัติรัสเซียล้มเหลวนั้นก็เพราะได้สร้างชนชั้นปกครองขึ้นในระบบข้ารัฐการให้มาคอยเอารัดเอาเปรียบและหักหลังฉกฉวยเอาผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกรไป

ความสำคัญ ลัทธิทรอสกี ได้ถูกประณามว่าเป็น ลัทธินอกคอก และลัทธิแก้ ซึ่งสองลัทธินี้เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักคำสอนแบบเดิมของลัทธิคอมมิวนิสต์ ทรอสกีเป็นทั้งนักทฤษฎีและนักเขียนมาร์กซิสต์ที่มีความเฉลียวฉลาดมาก นอกจากนั้นแล้วเขาก็ยังเป็นนักยุทธวิธีทางการทหาร ที่ได้ช่วยการปฏิวัติรัสเซียเอาไว้ด้วยการเร่งพัฒนากองทัพแดงให้มีขีดความสามารถเป็นกองทัพชั้นหนึ่งได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี ทรอสกีถูกสตาลินเบียดตกจากอำนาจหลังจากที่ได้ชิงกันในช่วงยุคหลังเลนิน หลังจากนั้นสตาลินก็ได้เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ลัทธิทรอสกียังคงได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีในหลายประเทศในหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ปฏิเสธแนวความคิดแบบลัทธิคอมมิวนิสต์แห่งชาติและให้การสนับสนุนจุดมุ่งหมายของลัทธิทรอสกีที่ต้องการให้ลัทธิคอมมิวนิสต์นี้เป็นแบบคตินิยมไม่ถือชาติ

==================================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Communist Theory : Class Struggle

ทฤษฎีคอมมิวนิสต์ : การต่อสู่ของชนชั้น

ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับชนชั้นกระฎุมพี (ชนชั้นนายทุน) ซึ่งในลัทธิทุนนิยมนั้นความขัดแย้งนี้มีผลพวงมาจากความลำบากยากแค้นของพวกกรรมกรมีเพิ่มมากขึ้น และเกิดการแบ่งแยกอันเนื่องจากมีจิตสำนึกในเรื่องชนชั้นมากขึ้น ๆ คาร์ล มาร์กซ์ บอกไว้ว่า การต่อสู้ของชนชั้นนี้ เกิดจากความขัดแย้งในระดับพื้นฐานตามกระบวนการทางวิภาษวิธีที่มีอยู่ในลัทธิทุนนิยม อย่างเดียวกับที่เคยมีมาในระบบสังคมบรรพกาล ระบบสังคมค้าทาส และระบบสังคมศักดินานั่นเอง พวกคอมมิวนิสต์บอกว่า การขัดแย้งภายในนี่แหละจะเป็นมรรควิธีสู่การเปลี่ยนแปลงจากลัทธิทุนนิยมไปสู่ลัทธิสังคมนิยม ถึงแม้ว่าจะมีนักปฏิวัติมากมายก่อนหน้าคาร์ล มาร์กซ์มีหลักคำสอนอิงอาศัยหลักการต่อสู้ของชนชั้นนี้ก็จริง แต่คาร์ล มาร์กซ์เป็นคนแรกที่ยอมรับว่า การต่อสู้ของชนชั้นนี้มีบทบาทสำคัญในปรัชญาวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์

ความสำคัญ หลักนิยมคอมมิวนิสต์ที่ว่าด้วยการต่อสู้ของชนชั้นนี้ มีสมมติฐานว่า ในสังคมของพวกนายทุนจะมีเพียงสองชนชั้น ซึ่งสองชนชั้นนี้จะมีผลประโยชน์ขัดกัน และแต่ละชนชั้นจะกลายเป็นศัตรูคู่แค้นกันและเพื่อสนับสนุนให้เกิดพัฒนาการเหล่านี้ขึ้นมา พวกปลุกระดมคอมมิวนิสต์ในหลายประเทศ ได้ใช้วิธีปลุกความรู้สึกทางชนชั้นที่รุนแรงขึ้นในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพ พวกที่วิจารณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ปฏิเสธแนวความคิดที่ว่าการต่อสู้ของชนชั้นนี้เป็นเรื่องที่แน่นอน ต้องเกิดขึ้นแน่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงพ้น พวกนักวิจารณ์เหล่านี้ชี้ไปที่ตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบอกว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ เห็นว่าตัวเองเป็นพวก"ชนชั้นกลาง" ทั้งนั้น และที่คาร์ล มาร์กซ์ พยากรณ์ไว้ว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกกรรมกรจะตกระกำลำบากมากยิ่งขึ้น จะมีความยากจนและการตกงานเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะนำไปสู่ความรู้สึกแบ่งแยกผลประโยชน์ทางชนชั้นนั้น ก็มิได้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่
=============================

สำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มมากขึ้น ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ครับ:

พจนานุกรมศัพท์อุดมการณ์และการคมนาคม


Communist Theory : Communism ทฤษฎีคอมมิวนิสต์ : ลัทธิคอมมิวนิสต์

ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการทางวิภาษวิธี ที่ "มนุษย์คอมมิวนิสต์ใหม่" จะอยู่ในสังคมที่ปราศจากชนชั้นและปราศจากรัฐ ยอมรับศีลธรรมใหม่แต่สูงกว่าเดิม และให้ความร่วมมือโดยความสมัครใจกับบรรดาผองเพื่อน คาร์ล มาร์กซ์ได้คาดการณ์ไว้ว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์แท้ ๆ นี้จะเกิดขึ้นทีหลัง คือว่า จะถึงขั้นตอนหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมนิยม ซึ่งเป็นขั้นตอนเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพขึ้นมาก่อน จากนั้นรัฐของพวกชนชั้นกรรมาชีพก็จะ "ร่วงโรยไป" เมื่อได้บรรลุถึงสังคมที่ปราศจากชนชั้นแล้วนั้น ลัทธิคอมมิวนิสต์นี้ก็จะเป็นขั้นตอนสูงสุดและสุดท้ายของการพัฒนาสังคม เนื่องจากว่าพลังที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งของชนชั้นจะไม่มีอีกต่อไป และก็จะไม่มีความจำเป็นต้องมีวิวัฒนาการที่จะก้าวต่อไปอีกแล้ว คาร์ล มาร์กซ์บอกว่า การผลิตและการกระจายความมั่งคั่งทางวัตถุภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์นี้ จะเปลี่ยนจากแบบพื้นฐานของลัทธิสังคมนิยมที่ว่า "ทุกคนทำงานตามความสามารถและได้รับส่วนแบ่งตามผลของงาน” ไปสู่อีกระบบหนึ่งที่ตั้งอยู่บนฐานของหลักนิยมคอมมิวนิสต์ที่ว่า "ทุกคนทำงานตามความสามารถและได้รับส่วนแบ่งตามความจำเป็น"

ความสำคัญ จุดมุ่งหมายสุดท้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์แท้ ๆ นี้ ได้โยงใย คาร์ล มาร์กซ์เข้ากับมิคาอิล บากูนิน และนักปรัชญาฝ่ายลัทธิอนาคิสต์ในสมัยเดียวกันนั้น โดยพวกนี้เห็นว่า รัฐเป็นเครื่องมือของการเอารัดเอาเปรียบจึงต้องการจำกัดรัฐนี้เสีย พวกนักทฤษฎีและพวกผู้นำชาติต่าง ๆ ฝ่ายคอมมิวนิสต์นี้ไม่ได้ปฏิเสธอุดมคติของลัทธิคอมมิวนิสต์แท้ ๆ นี้ แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็มักจะให้เหตุผลว่า ที่ลัทธิสังคมนิยมแท้ ๆ ยังมีจุดมุ่งหมายห่างไกลไม่บรรลุถึงเสียทีนี้ ก็เพราะมีศัตรูคือรัฐทุนนิยมยังคอยคุกคามรัฐสังคมนิยมนี้อยู่นั่นเอง อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 นายกรัฐมนตรีนิกิตา ครุชชอฟ แห่งสหภาพโซเวียตได้ประกาศต่อหน้าบรรดาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จำนวน 81 พรรคที่มาประชุมกัน ณ กรุงมอสโกว่า สหภาพโซเวียตได้เสร็จสิ้นการสร้างลัทธิสังคมนิยมนี้แล้ว และจะได้เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวสู่ลัทธิคอมมิวนิสต์ต่อไป มโนภาพของคอมมิวนิสต์เกี่ยวกับการสร้างสังคมคอมมิวนิสต์แท้ ๆ ซึ่งเปรียบปานสวรรค์บนดินนี้เป็นที่สนใจของเหล่าปัญญาชน นักศีลธรรม และบุคลลอื่น ๆ อีกมากมายให้หันมาสู่แนวทางของคอมมิวนิสต์ที่ว่านี้ แต่ก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ถึงบางอ้อเกิดหูตาสว่างขึ้นมา เมื่อได้เจอกับระเบียบวินัยที่เคร่งครัด การควบคุมความคิดที่ไม่ยอมให้กระดิกกระเดี้ยได้ และวิธีการแบบรัฐตำรวจ ที่พวกคอมมิวนิสต์นำมาใช้ปฏิบัติกัน
=================================

สำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มมากขึ้น ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ครับ:

พจนานุกรมศัพท์อุดมการณ์และการคมนาคม